top of page

สรุปเทรนด์โลกปี 2026 และจุดยืนใหม่ของประเทศไทยในด้าน Healthcare

  • Writer: RISE
    RISE
  • Feb 10
  • 2 min read

สรุปเทรนด์โลกปี 2026 และจุดยืนใหม่ของประเทศไทยในด้าน Healthcare โดย หมอคิด นพ. ศุภชัย ปาจริยานนท์ CEO & Co-Founder ของ RISE และ Managing Partner จาก SeaX Ventures บนเวที Future Trends Ahead Summit 2026


ในหัวข้อ “Global Trends 2026: เจาะเทรด์โลก มุมมองจาก World Economic Forum 2026” หมอคิด ได้ฉายภาพอินไซต์จากการประชุม World Economic Forum (WEF) 2026 ณ เมืองดาวอส และจากการพูดคุยกับผู้นำระดับโลกภายในงานว่า โลกกำลังเปลี่ยนระเบียบใหม่ทั้งด้านอำนาจ เทคโนโลยี และความเชื่อมั่น โดยประเทศที่อยู่รอดไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด แต่ต้อง “กำหนดจุดยืน” ให้ชัดว่าเราจะเป็นใครในกติกาโลกใหม่นี้ โดยมีเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเราโดยตรง ได้แก่


Power is shifting

กฎระเบียบโลกแบบเดิม (Rules-based order) เริ่มสั่นคลอน หลายประเทศลดบทบาทในองค์กรระหว่างประเทศ และหันมาเน้นการเพิ่มอำนาจและประโยชน์ของประเทศตัวเองมากขึ้น


Interdependence is unavoidable

แม้โลกจะแตกขั้วมากขึ้น แต่การอยู่โดดเดี่ยวแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี พลังงาน และข้อมูล ทุกอย่างยังเชื่อมกันหมด ประเทศที่มีเครือข่ายพันธมิตรที่ดี จะยืนได้มั่นคงกว่าในโลกยุคนี้


AI is infrastructure

บทบาทของ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือเพิ่มที่เอาไว้เพิ่ม Productivity อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของโลก เหมือนกับไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในทุกวันนี้ เพราะ AI ได้เข้ามาแทรกอยู่ในทุกอุตสาหกรรม เปรียบเสมือนเป็นเครื่องยนตร์ที่ช่วยเร่งการสร้างการผลิตและการเติบโต


Inequality is a systemic risk

ความเหลื่อมล้ำกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ เพราะเทคโนโลยีใหม่อาจกระจุกอยู่กับบางกลุ่ม ทุกเวทีสนทนาตั้งคำถามเหมือนกันว่าเราจะทำอย่างไรให้โลกใหม่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยเฉพาะด้านสุขภาพ เพราะการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ไม่เท่าเทียมจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางสังคมในอนาคต


ท้ายที่สุด ‘Trust’ คือสกุลเงินสำคัญที่สุดของยุคนี้ ประเทศที่โปร่งใส มีกติกาชัด และทำให้คนเชื่อมั่นได้ จะดึงดูดทั้งเงินทุน คนเก่ง และเทคโนโลยีได้มากกว่า


ความท้าทายที่ประเทศไทยต้องพบเจอ กับการเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’


หมอคิดยกตัวอย่าง สื่อระดับโลกอย่าง Financial Times และ Bloomberg ที่สะท้อนภาพไทยว่าเป็น “Sick Man of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชียที่มีเศรษฐกิจเติบโตช้าและตามหลังเพื่อนบ้าน นี่คือสัญญาณเตือนว่าไทยต้องตอบให้ได้ว่า ในโลกที่กำลังไปข้างหน้า เราจะมีที่ยืนตรงไหน และจะใช้จุดแข็งอะไรเพื่อไปต่อ?



จุดยืนใหม่ของประเทศไทยคือ Healthcare


การพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ การผลิตและเกษตรต้องแข่งขันหนักกับประเทศต้นทุนต่ำกว่า ไทยจึงต้องมี “อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม” และตอบโจทย์โลกได้จริง


หมอคิดเสนอว่า Healthcare คือคำตอบ เพราะไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เรามีฐานเดิมที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยหมอคิดได้เสนอจุดแข็งนี้ผ่าน “พีระมิด 5 ชั้นความเป็นเลิศด้านสุขภาพ” ประกอบไปด้วย


ชั้นที่ 1 Health System – ระบบประกันสุขภาพ

ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชากรเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศพัฒนาแล้วยังทำได้ยาก ซึ่งต่างจากสหรัฐอเมริกาที่มีงบประมาณการใช้จ่ายในด้านสุขภาพสูงแต่คุณภาพกลับอยู่ในระดับท้ายสุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพนี้คือความมั่นคงทางสังคม และเป็นฐานของ Big Data ด้านสุขภาพของประเทศ


ชั้นที่ 2 Hospitals – โรงพยาบาล

โรงพยาบาลของไทยได้รับมาตรฐานระดับโลกจาก JCI หรือ Joint Commission International เป็นที่แรกในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนทั่วโลก และทำให้ไทยถูกยอมรับในเวทีการแพทย์โลกมายาวนาน


ชั้นที่ 3 – Doctors แพทย์เฉพาะทาง และอาจารย์แพทย์

ไทยมีแพทย์เฉพาะทางและอาจารย์แพทย์ที่มีความสามารถสูงในหลายสาขา ความเชี่ยวชาญนี้คือทุนมนุษย์ที่ทำให้คุณภาพการรักษาของไทยแข่งขันได้อย่างมีคุณภาพ


ชั้นที่ 4 – Services การบริการ

สิ่งที่ทำให้ไทย “โดดเด่นกว่าหลายประเทศ” คือประสบการณ์และคุณภาพบริการ ตั้งแต่พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพ ทีมดูแลผู้ป่วย ไปจนถึงระบบสนับสนุนหลังบ้าน ความพร้อมของบริการทำให้ระบบทำงานได้ลื่น และทำให้ไทยแข็งแรงทั้งด้าน Medical Tourism และ Wellness Economy


ชั้นที่ 5 Innovations – นวัตกรรม HealthTech, MedTech, BioTech

ยอดพีระมิดคือการสร้างนวัตกรรมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีสุขภาพ เครื่องมือแพทย์ ยามะเร็งใหม่ หรือการใช้ AI ช่วยยกระดับการวินิจฉัยและการรักษา ชั้นนี้คือชั้นที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด และเป็นชั้นที่ไทยยังมี “ช่องว่าง” ที่ต้องเติมให้เต็มโดยเร็วที่สุด


ถ้าไทยต่อยอดพีระมิด 5 ชั้นจากฐานที่แข็งแรงอยู่แล้ว ขึ้นไปสู่ชั้นนวัตกรรมได้จริง ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่จุดหมายของผู้ป่วย แต่จะเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยี เงินทุน และการทดลองนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค


ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้ หมอคิดเสนอว่าไทยต้องมี SEA Health Innovation Hub (SEA HI HUB) ทำหน้าที่เป็น Health Sandbox เพื่อเร่งให้เทคโนโลยีสุขภาพ “จากไอเดียสู่การใช้งานจริง” โดยเชื่อม โรงพยาบาล นักวิจัย สตาร์ทอัพ นักลงทุน และหน่วยงานกำกับ ให้ทำงานร่วมกันแบบเป็นระบบ พร้อมเป็น Launch Pad ที่ช่วยจับคู่ผู้พัฒนากับโรงพยาบาล เพื่อพาไปสู่การขยายผลจริงในระบบบริการสุขภาพ


อีกกลไกสำคัญที่จะทำให้เกิด ยาใหม่ นวัตกรรมใหม่ และการรักษาใหม่ ๆ ในประเทศ คือการทำให้ Clinical Trial หรือการทดสอบเชิงคลินิก “เกิดง่ายและเกิดมากขึ้น” เพื่อดึงเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาทดลองในไทย พร้อมยกระดับงานวิจัยไทยให้ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่ออกสู่ตลาดได้จริง เปลี่ยนไทยจาก “จุดหมายของผู้ป่วย” เป็น “ศูนย์กลางการทดลองและสร้างมูลค่านวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค”


สรุป: ภายใต้กติกาโลกปี 2026 ที่อำนาจกำลังเคลื่อนตัว AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ความเหลื่อมล้ำเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ และ “Trust” คือสกุลเงินใหม่ ไทยที่ถูกมองว่าเป็น “Sick Man of Asia” ต้องเปลี่ยนเกมเชิงยุทธศาสตร์จากการพึ่งเครื่องยนต์เดิม ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มสูงด้วย Healthcare ใช้ความแข็งแรงที่มีอยู่แล้ว (ระบบสุขภาพ โรงพยาบาล แพทย์ และบริการ) เป็นฐานต่อยอดสู่ นวัตกรรม ยาใหม่ และการรักษาใหม่ เพื่อยกระดับประเทศจาก “ปลายทางของผู้ป่วย” ไปเป็น “ผู้สร้างคุณค่า” ในเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาค

Comments


bottom of page