เพราะ Design Thinking คือ วิธีการสร้างนวัตกรรม ไม่ใช่เวทมนตร์เนรมิตนวัตกรรม

‘Design Thinking’ is a Method, not Magic — เข้าใจลูกค้าอย่างถ่องแท้ คิดนอกกรอบ เพื่อหาไอเดียใหม่ๆ และ ลงมือทำ อย่างไรให้เกิดผลที่สุด เพราะ Design Thinking คือ วิธีการสร้างนวัตกรรม ไม่ใช่เวทมนตร์เนรมิตนวัตกรรม



Design Thinking นับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างและออกแบบนวัตกรรมที่เป็นที่นิยมใช้ทั่วโลก หลายๆองค์กรได้นำ Design Thinking ไปประยุกต์ใช้ในการผลักดัน Digital Transformation หรือ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆในองค์กร โดยสร้าง Mindset การคิดแบบนวัตกรให้กับคนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นการเข้าใจลูกค้าอย่างถ่องแท้ การคิดนอกกรอบ เพื่อหาไอเดียใหม่ๆ และ การลงมือทำ เพื่อลองผิดลองถูกบนไอเดียที่ได้คิดมา


คุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร ผู้เชี่ยวชาญด้าน Design Thinking และจบ d.School, Stanford University สถาบันที่ให้กำเนิดหลักการ Design Thinking เป็นแห่งแรกของโลก จากประสบการณ์ที่คุณต้องได้โค้ชคนในองค์กรมากมาย ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงาน คุณต้องมองว่า การเข้าใจลูกค้าและการคิดนอกกรอบ เป็นสิ่งที่คนในองค์กรไทย ทำได้ดีมากๆ แต่เมื่อถึงขั้นตอนของ “การลงมือทำ” หลายๆองค์กรไม่ได้ไปต่อ เพราะการลงมือทำ เป็นสิ่งเดียวที่จะบอกได้ว่าคุณประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว หลายองค์กรก็มักจะล้มเลิกแผนสร้างนวัตกรรมไปด้วยเหตุผลหลายๆประการ ไม่ว่าจะเป็นการกลัวผิด กลัวล้มเหลว กลัวไม่คุ้มเงินลงทุน


ความจริงก็คือ Design Thinking ไม่ใช่วิธีแบบ one-size-fit-all ในการสร้างหรือผลักดันนวัตกรรมในองค์กร จาก Stanford Webinar ในหัวข้อ Design Thinking’ = Method, not Magic — Design Thinking คือ วิธีการสร้างนวัตกรรม ไม่ใช่เวทมนตร์เนรมิตนวัตกรรม Bill Burnett อาจารย์ที่สอน Design Thinking ที่ Stanford University เล่าถึงสาเหตุหลักที่องค์กรไม่สามารถใช้ Design Thinking ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ซึ่ง 2 สาเหตุหลักก็คือ ข้อจำกัดที่มาจากตัวบุคคล (Individual Limits) และ การเมืองในองค์กร (Politics and organization)

เนื่องจาก RISE กำลังจะจัดเวิร์คชอป Corporate Innovation Bootcamp ที่เน้นในเรื่องของการปรับ Mindset ของคนในองค์กรผ่านลงมือทำ บทความในตอนนี้จึงอยากลงลึกถึง ข้อจำกัดที่มาจากตัวบุคคล (Individual Limits)


ข้อจำกัดที่มาจากตัวบุคคล (Individual Limits) แบ่งได้ออกเป็น 4 ข้อหลักๆ ได้แก่

  1. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกรอบความคิด (Misunderstanding the conceptual framework) — แม้ว่า Design Thinking จะดูเป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้ว Design Thinking มีรากฐานมาจากความรู้และทฤษฎีหลากหลายแขนง หลายครั้งที่คนนำ Design Thinking ไปใช้แบบผิดๆ จึงทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ยกตัวอย่าง เช่น การพึ่งพาข้อมูลหรือ Data ในการสร้างนวัตกรรม โดยไม่มีการ empathize หรือไปพูดคุยเพื่อเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ Bill ให้ความเห็นว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะนำ Data มาบอกเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือ ใช้การ Survey ในกระบวนการ Prototype เพื่อรับ feedback จากลูกค้า เพราะบางครั้งลูกค้าสามารถจินตนาการในสิ่งที่เขาต้องการ แต่พอได้เห็นของจริงแล้ว อาจจะไม่อยากได้นวัตกรรมแบบที่คุณสร้างหรือออกแบบมาเลยก็ได้ ดังนั้น สำหรับการสร้างนวัตกรรม Data ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นการลงมือทำและ prototype กับลูกค้าจริงๆ รับ feedback เพื่อหาทางไปต่อให้กับนวัตกรรมของคุณ

  2. กลัวความผิดพลาด (Fear of failures) — คนในองค์กรมักจะกลัวความผิดพลาด เพราะวัฒนธรรมองค์กรอาจจะทำให้ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ร้ายแรงสำหรับคุณ แต่อยากให้คิดว่าทุกครั้งที่เกิดการผิดพลาด เราควรมองหา feedback จากคนที่คุณนำไป prototype ด้วย เพราะ feedback จะเป็นของขวัญที่มีคุณค่ามากจากความผิดพลาดของคุณ และใช้ของขวัญชิ้นนี้แหละในการพัฒนานวัตกรรมต่อไป

  3. ขาดการฝึกฝนในการใช้ Design Thinking (Lack of process practice) — องค์การมักจะกระโจนเข้าแก้ปัญหา หาทางออกในทันที หลายๆครั้งที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีการฝึกฝนทักษะของการทำ Design Thinking ให้เชี่ยวชาญเสียก่อน ซึ่งอันที่จริงแล้วหากมีการฝึกฝนแต่ละขั้นตอนก็การทำ Design Thinking ก็จะทำให้เราสามารถใช้ Design Thinking ได้ดียิ่งขึ้น

  4. การฟอร์มทีมที่ไม่เวิร์ค (Team Fail) — ถ้าโปรเจคการสร้างนวัตกรรมในองค์กรต้องฟอร์มทีมโดยใช้พนักงานจากหลายหน่วยงาน จะต้องมีการโค้ชอย่างเข้มข้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเปิดใจในการฟังกันและกัน ไม่กลัวที่จะแสดงความเห็น หรือพร้อมที่จะประสบความสำเร็จและล้มเหลวไปพร้อมๆกัน


และนี่ก็คือสาเหตุหลักๆ ที่องค์กรไม่สามารถใช้ Design Thinking ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เป็น innovative company ได้ แต่อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา ไม่มีข้อใดเลยที่แก้ไขไม่ได้ ที่ RISE เราเชื่อว่า การใช้ Design Thinking เพื่อให้เกิดนวัตกรรมองค์กร คนที่นำไปใช้ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และฝึกฝนอย่างถูกวิธีผ่านการลงมือทำจริง ซึ่งจากประสบการณ์กว่า 3 ปีที่ RISE ได้จัดเวิร์คชอป Corporate Innovation Bootcamp โดยใช้ Design Thinking โค้ชโดย คุณต้อง กวีวุฒิ จนวันนี้ก็มีนวัตกรในองค์กรจบหลักสูตรไปแล้วกว่า 400 คน เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ mindset ของผู้บริหาร การนำหลักของ Design Thinking ไปใช้ในการพัฒนาองค์กรจริงๆ และนวัตกรรมที่เป็นผลผลิตจาก Design Thinking ที่ถูกวิธี เราจึงเชื่อว่า Design Thinking ผ่านการลงมือทำจริงๆโดยใช้โจทย์ในชีวิตจริง ออกไปคุยกับลูกค้าจริง มาคิดไอเดียแก้ปัญหาที่ใช้ได้จริง เอาไอเดียไปเทสจริงๆ รับ Feedback และพัฒนาให้ดีขึ้น คือ เหตุผลที่ทำให้เวิร์คชอป Corporate Innovation Bootcamp ของเราได้ผลิต Design Thinker ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงในองค์กร

และครั้งนี้ Corporate Innovation Bootcamp กลับมาเป็นครั้งที่ 19 คอร์สสร้างนวัตกรรมองค์กรให้องค์กร และ คุณพร้อมรับมือกับทุกปัญหาและการแข่งขัน ให้คุณได้ลงมือทำเพื่อเรียนรู้ว่าการสร้างไอเดียเป็นเรื่องสนุก การสร้างนวัตกรรมทำซ้ำได้ ผ่านหลักสูตรการสร้างนวัตกรรมสุดฮอตจาก Silicon Valley ที่สร้างโซลูชัน เปลี่ยนโลกมามากมาย สอนโดย คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Design Thinking Expert / d.School graduated / Stanford University




คุณสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดโบรชัวร์ได้ที่ https://www.riseaccel.com/post/corporate-innovation-bootcamp-batch-19

Be the first to get our updates and special offers

RISE (Headquarter)

127 Gaysorn Tower, Level 22, Unit A, D, E, F, Corridor, Ratchadamri Road, Lumpini, Pathumwan,

Bangkok 10330

Phone : (+66) 2 256 9918

E-mail : hello@riseaccel.com

Copyright © 2020 RISE  All rights reserved.

logo.png