5 ขั้นตอน ที่ช่วยให้คุณกำหนด “เป้าหมายด้านนวัตกรรม” ได้ดียิ่งขึ้น




ในยุคที่ทุกองค์กรพยายามมองหานวัตกรรม เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ แต่ในความเป็นจริง การจะสร้างหรือพัฒนาสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ

และกว่าจะไปถึงจุดนั้น ยังมีอีกหลายตัวแปรที่องค์กรหรือผู้รับผิดชอบโครงการต้องรับมือด้วย ตั้งแต่ การสนับสนุนจากผู้บริหาร การระดมทุน แรงจูงใจในการมีส่วนร่วมของพนักงาน ความสนใจของลูกค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการตลาด ผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน ฯลฯ

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องหาสมดุลให้เกิดขึ้นท่ามกลางองค์ประกอบเหล่านี้ ด้วยการมีเป้าหมายด้านนวัตกรรม (Innovation Goals) ที่ชัดเจนก่อนเริ่มโครงการ


จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีเป้าหมายด้านนวัตกรรม?

การมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยให้พนักงานในองค์กร หรือสมาชิกในทีมของคุณ จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ และตัดสินใจได้ง่ายขึ้นระหว่างกระบวนการ

กลับกัน ถ้าโปรเจกต์การสร้างนวัตกรรมของคุณ ไม่มีเป้าหมายชัดเจน สมาชิกในทีมจะขาดไกด์ไลน์ (Guideline) ในการดำเนินงาน จนเหลือเพียงสองตัวเลือก คือรอการตัดสินใจจากผู้บริหาร (ซึ่งอาจทำให้ล่าช้า) หรือตัดสินใจผิดพลาดจนส่งผลต่อความคืบหน้าในการดำเนินงาน


เป้าหมายด้านนวัตกรรมที่ดีควรเป็นอย่างไร?

เป้าหมายด้านนวัตกรรม ในเชิงธุรกิจ นอกจากความสอดคล้องต่อวิสัยทัศน์หรือจุดมุ่งหมายขององค์กรแล้ว ควรให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านบวกสำหรับลูกค้า ซี่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจขององค์กร

การตั้งเป้าหมาย จึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา แต่เมื่อค้นพบแล้ว มันจะเป็นไกด์ไลน์สำหรับการวางโรดแมป (Roadmap) หรือกลยุทธ์อื่น ๆ สำหรับคนทั้งองค์กรต่อไป


5 ขั้นตอน ที่จะช่วยให้คุณกำหนด “เป้าหมายด้านนวัตกรรม” ได้ดียิ่งขึ้น

#1 ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า

เมื่อเป้าหมายด้านนวัตกรรมของคุณ คือการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

สิ่งแรกที่ควรทำ คือทำหาให้เจอว่าอะไรคือที่ลูกค้าต้องการ หรือยังไม่ได้รับการตอบสนองที่ใช่ ผ่านกระบวนการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เช่น

  • พูดคุยหรือให้ลูกค้าทำแบบประเมิน

  • ตรวจสอบโซลูชั่น (Solution) ปัจจุบันที่ลูกค้าใช้งาน

  • ทำความเข้าใจกระบวนการทำงานขององค์กรในปัจจุบัน

  • ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค จากการใช้งานโปรดักท์ขององค์กร

การนำข้อมูลเหล่านี้ มาวิเคราะห์จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าปัญหาที่ลูกค้ากำลังเจอคืออะไร และเกิดขึ้นที่จุดไหน


#2 ทำความเข้าใจประสบการณ์ ณ ปัจจุบันของลูกค้า

เมื่อเข้าใจแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ถัดมาคือหาให้เจอว่าประสบการณ์ ณ ปัจจุบันที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองนั้นอยู่ตรงไหน ผ่านการทำแผนที่ประสบการณ์ (Experience Mapping) ของลูกค้าที่เกิดกับโซลูชั่นทั้งหมดที่องค์กรมี

นอกจากการพูดคุยกับลูกค้า หรือสำรวจเชิงโครงสร้างแล้ว อีกวิธีที่จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น คือสังเกตความไม่พอใจของลูกค้า ขณะที่ใช้โซลูชันปัจจุบันขององค์กร

เพราะบางครั้ง การอธิบายด้วยคำพูดอาจสื่อถึงความไม่พอใจได้แค่ระดับหนึ่ง เราสามารถเก็บข้อมูลเพิ่มได้จากช่องทางอื่นๆ อาทิ สีหน้าหรือภาษากายของลูกค้าระหว่างการใช้งาน พฤติกรรมของลูกค้าระหว่าง customer journey หรือการเก็บ data ของผู้ใช้งาน รวมถึงรีวิวจากผู้ใช้งาน หรือ พฤติกรรมการซื้อ ฯลฯ อาจช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าส่วนไหนบนแผนที่ประสบการณ์ (Experience Mapping) ที่กำลังเป็นปัญหา


#3 ระบุว่าอะไรคือสิ่งที่ขาดหายไป ในประสบการณ์ของลูกค้า

สองขั้นตอนแรกจะทำให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้น ว่าอะไรคือสิ่งที่ขาดหายไป (gap) ในประสบการณ์ของลูกค้า ซี่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหานวัตกรรมที่ใช่ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ตรงนั้น


#4 เลือกว่าคุณจะตอบโจทย์ส่วนไหนของประสบการณ์

เมื่อพบว่ามีอะไรบ้างที่ขาดหายไป วาบแรกในความคิดของคุณและทีมงาน อาจเป็นความต้องการที่จะอุดช่องว่างเหล่านั้นให้ได้ทั้งหมด

แต่ในความเป็นจริง การพยายามแก้ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วได้ผลไม่เต็มร้อยซักเรื่อง เทียบไม่ได้เลยกับการที่คุณแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งได้ตรงจุด และเป็นเบอร์หนึ่งในสิ่งที่คุณถนัด

เหมือนที่ทุกคนนึกถึง Zoom เป็นอันดับแรก เวลาพูดถึงบริการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) หรือ TikTok ที่เป็นผู้นำของแพลตฟอร์มวิดีโอขนาดสั้น

การบีบโฟกัสให้แคบที่สุด อาจมากกว่าหนึ่งเรื่อง แต่ไม่ควรเกินสามข้อ และแต่ละข้อต้องมีความเชื่อมโยงกัน จะช่วยให้ทีมเรียงลำดับความสำคัญในการทำงานได้ดีกว่า และลูกค้าจะจดจำแบรนด์หรือองค์กรของคุณได้ดีกว่าด้วย


#5 วางเป้าหมายให้สอดคล้องกับโจทย์ที่คุณต้องการตอบ

เมื่อคุณเลือกได้แล้วว่าจะโฟกัสที่เรื่องไหน ก็มาถึงการกำหนดเป้าหมาย ที่จะช่วยให้คุณมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้


เช่น ลูกค้าพบว่าโซลูชันปัจจุบันใช้งานยาก (ช่องว่างประสบการณ์ในข้อ 3) และคุณเลือกที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด ด้วยปัจจัยด้านความสะดวก (สิ่งที่เลือกจะโฟกัส ตามข้อ 4)

เป้าหมายของคุณควรเป็น "ความง่ายในการใช้งาน" และความสำคัญอันดับแรก คือทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าใช้โซลูชันของคุณได้ง่ายขึ้น

เมื่อวางเป้าหมายได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือหาเกณฑ์ หรือมาตรวัด เพื่อใช้ตรวจสอบว่าคุณบรรลุเป้าหมายหรือไม่ เช่น เมื่อใช้งานง่ายขึ้น ในเชิงสถิติ ลูกค้าก็ควรกลับมาใช้โซลูชั่นที่เรานำเสนอซ้ำ และบ่อยขึ้น

ระหว่างทางในการวางเป้าหมายด้านนวัตกรรม อาจมีบางขั้นตอนที่มีความท้าทายเกิดขึ้น แต่คุณอาจไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบไหนที่ต้องได้รับการสนับสนุน คน? หรือ เทคโนโลยี?


หนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณค้นพบคำตอบได้ง่ายขึ้น คือ Corporate Innovation Maturity Model (CIMM) เครื่องมือประเมินสถานะการสร้างนวัตกรรมในองค์กร และแนวทางในการพัฒนา ในรูปแบบของแบบทดสอบ ซึ่งคิดค้นโดย RISE ศูนย์เร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาค

เมื่อทำแบบทดสอบเสร็จ องค์กรของคุณจะได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับใดตามเกณฑ์ของ CIMM (Newcomer, Explorer, Challenger, Practitioner และ Champion) ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น ว่าองค์กรของคุณต้องเพิ่มการสนับสนุนด้านใดบ้าง เพื่อยกระดับศักยภาพด้านนวัตกรรมในองค์กรของคุณได้ตรงจุด


ทำแบบทดสอบเพื่อวัดระดับศักยภาพนวัตกรรมในองค์กรของคุณ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ที่:

bit.ly/CIMM_Assessment



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมองค์กรได้ที่


Facebook: RISECorporateInnovation


Email: hello@riseaccel.com

Phone: (+66) 2 046 2929

Website: riseaccel.com

Be the first to get our updates and special offers

RISE (Headquarter)

127 Gaysorn Tower, Level 22, Unit A, D, E, F, Corridor, Ratchadamri Road, Lumpini, Pathumwan,

Bangkok 10330

Phone : (+66) 2 256 9918

E-mail : hello@riseaccel.com